ต้นลองกอง

e0b8a5e0b8ade0b887e0b881e0b8ade0b887 (1)การปลูกลองกอง
ลักษณะทั่วไปของลองกอง
ลองกองเป็นไม้ผลในสกุลเดียวกันกับลางสาดและดูกูมีถิ่นก าเนิดอยู่แถบหมู่เกาะ
มลายู อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และตอนใต้ของประเทศไทย ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่
ปลูกกันมากในเขตภาคใต้ และภาคตะวันออกเพราะคิดว่าให้ผลตอบแทนสูง แต่ใน
ความจริงแล้วการท าสวนลองกองจะให้ผลตอบแทนที่ดี ก็ต่อเมื่อเกษตรกรสามารถ
จัดสวนลองกองได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ จะต้องสามารถผลิตลองกองได้
ในปริมาณและคุณภาพที่ดี โดยใช้ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และจะต้องวางแผน
การตลาดให้กับผลผลิต เพื่อให้จ าหน่ายได้ราคาดี
ลองกองเป็นไม้ผลเมืองร้อนที่เจริญเติบโต และให้ผลผลิตได้ดีในสภาพ
ภูมิอากาศร้อนขึ้น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง ๒๕ – ๓๐ องศาเซลเซียส
ความชื้นในอากาศค่อนข้างสูง ๗๐ – ๘๐ % มีปริมาณน้ าฝน ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐
มิลลิเมตรต่อปี จ านวนวันที่ฝนตกประมาณ ๑๕๐ – ๒๐๐ วันต่อปี ดินที่ดีควรเป็นดิน
ร่วนปนทรายที่มีอินทรียวัตถุค่อนข้างสูง และจ าเป็นต้องมีแหล่งน้ าเพียงพอที่จะให้
น้ ากับต้นลองกองได้ตามเวลาและปริมาณที่ต้องการ ลองกองเป็นพืชที่ชอบร่มเงา
แต่ไม่ชอบลมแรง เพราะถ้าแสงแดดจัดจะท าให้ใบไหม้ ส่วนลมแรงจะพัดเอา
ความชื้นออกจากสวนจึงควรสร้างร่มเงาและปลูกไม้บังลมรอบๆสวน
ลองกอง ดูกูและลางสาดเป็นไม้ผลในสกุลเดียวกัน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๓
กลุ่ม คือ
๑. กลุ่มลองกอง เป็นกลุ่มที่ผลผลิตมีคุณภาพดีที่สุด มีเมล็ดน้อยหรือ
อาจจะไม่มีเมล็ดเลยใบมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก คือมีสีเขียวเข้ม และมีร่องใบ
ลึก ท าให้ดูเหมือนกับว่าใบหยักเป็นคลื่น ซึ่งกลุ่มนี้แบ่งออกได้เป็น ๓ ชนิด คือ
ลองกองแห้ง ผลสุกจะมีเนื้อใสเป็นแก้ว เนื้อแห้ง หวานและมีกลิ่นหอม
ชวนรับประทาน ส่วนเปลือกหนามีสีเหลืองคล้ าและไม่มียาง
ลองกองน้ า ผลสุกจะมีเนื้อค่อนข้างฉ่ าน้ า สีเปลือกเหลืองสว่างกว่า
ลองกองปาลาแมหรือลองกองแปร์แมร์ ผลสุกจะมีเนื้อนิ่ม กลิ่นไม่หอม
เหมือนลองกองน้ า เปลือกบางและมียางบ้าง
๒. กลุ่มดูกูหรือลูกู ลักษณะใบค่อนข้างหนาและมีสีเขียวเข้มคล้าย
ลองกอง แต่หยักเป็นคลื่นน้อยกว่า ขนาดผลค่อนข้างใหญ่และมีเปลือกหนากว่า
ลองกอง มีเมล็ดมาก และมีเนื้อฉ่ าน้ า ที่พบมี ๒ ชนิด คือ
ดูกูแปร์แมร์มีผลค่อนข้างรีก้นผลแหลม ผิวย่นเล็กน้อย
ดูกูน้ า มีผลค่อนข้างกลมมีผิวสดใสกว่าดูกูแปร์แมร์
๓. ลางสาด ใบบางกว่าลองกอง คลื่นใบไม่เด่นชัด ผลเล็กกว่าลองกอง
ผลสุกมีสีเหลืองนวล เปลือกบางมียางเหนียว มีเมล็ด ๒ – ๓ เมล็ดต่อผล
ลักษณะพันธุ์
ลองกองเป็นผลผลิตมีคุณภาพดีที่สุด มีเมล็ดน้อยหรืออาจจะไม่มีเมล็ด
เลยใบมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก คือมีสีเขียวเข้ม และมีร่องใบลึก ท าให้ดูเหมือนกับว่าใบ หยักเป็นคลื่น ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ ลองกองแห้ง ผลสุก
จะมีเนื้อใสเป็นแก้ว เนื้อแห้ง หวานและมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน ส่วนเปลือกหนา
มีสีเหลืองคล้ าและไม่มียาง ลองกองน้ า ผลสุกจะมีเนื้อค่อนข้างฉ่ าน้ า สีเปลือก
เหลืองสว่างกว่า ลองกองปาลาแมหรือลองกองแปร์แมร์ ผลสุกจะมีเนื้อนิ่ม กลิ่นไม่
หอมเหมือนลองกองน้ า เปลือกบางและมียางบ้าง
คุณค่าทางโภชนาการ
ลองกอง เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินบี และฟอสฟอรัส มีสรรพคุณใน
การลดความร้อน ที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย เมื่อรับประทานเป็นประจ าจะช่วยป้องกัน
ไม่ให้เป็นไข้ ตัวร้อน ลดอาการร้อนในช่องปาก ลองกองมีสรรพคุณในการลดความ
ร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์ นอกจากนี้การรับประทานลองกองเป็น
ประจ าก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้อนในขึ้นภายในปากได้อีกด้วย
สภาพดินฟ้าอากาศที่เมาะสม
ผลไม้นั้นจะเจริญเติบโตและแพร่กระจายพันธุ์ได้ต้องอยู่ภายใต้สภาพดิน
ฟ้าอากาศที่เอื้ออ านวยด้วยการปลูกผลไม้ชนิดที่สอดคล้องกับธรรมชาตินับเป็นวิธี
ที่ง่าย ไม่ต้องลงทุนสูง กฎเกณฑ์ธรรมชาติจึงเป็นกฎเกณฑ์แห่งการมีชีวิติของ
ต้นไม้แต่ละชนิดด้วย แม้ว่าผลไม้หลายชนิดจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพดินฟ้า
อากาศที่ต่างไปจากแหล่งเดิมได้ก็จริงอยู่ แต่อย่างน้อยต้องใช้ระยะเวลาและผ่าน
ขั้นตอนการกลั่นกรองจากธรรมชาติเสมอ
สภาพดิน
ลองกอง เป็นผลไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าในสภาพดินร่วนปนทราย ระบายน้ าดี
สภาพดินในป่านั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอินทรียวัตถุ ลองกองเจริญเติบโตในสภาพ
อย่างนี้มาตั้งแต่เดิม จึงสรุปว่ารากของลองกองที่ดูดอาหารแร่ธาตุต่างๆ มักเป็น
รากที่อยู่ในผิวดิน ย่อมเป็นธรรมดาอยู่ดีที่ลองกองจ าเป็นต้องมีร่มเงาไว้พลาง
แสงแดดที่ร้อนเกินไปไม่ให้ส่องถึงดินมากเกินไป
อุณหภูมิ
อุณหภูมิของทุกภาคมีความแตกต่างกันไม่มากนัก แต่ลองกองเป็นผลไม้
เมืองร้อน จึงเจริญเติบโตติดดอกออกผลในอุณหภูมิ20-30องศาเซลเซียส และที่
อุณหภูมิอยู่ระดับนี้ก็เห็นจะเป็นร่มเงาของต้นไม้เท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้การปลูก
ลองกอง จึงต้องอาศัยร่มเงาจากไม้อื่นเสมอ
ความชื้น
ผลไม้กลุ่มนี้ต้องอาศัยความชื้นเฉลี่ย70-80เปอร์เซ็นต์ ความชื้นจะมากน้อยขึ้นอยู่
กับปริมาณน้ าฝนที่ตกจากฟ้า ผลเฉลี่ยของน้ าฝน/ปีมีปริมาณอย่างน้อย2,000-
3,000มิลลิเมตร มีฝนตกอย่างน้อย150 วัน
ลม
เมื่อปลูกลองกอง ภายใต้ร่มเงาแล้ว กระแสลมไม่น่าจะเป็นปัญหามากนัก แต่ลมยังคงเป็นลมอยู่วันยังค่ า เมื่อลมพัดเอาความชื้นจากที่อื่นมาก็จะพัดเอา
ความชื้นจากที่นั้นไปด้วย
การปลูก
การวางแผนปลูกต้นไม้ชนิดนี้จ าเป็นต้องเตรียมร่มเงาไว้ก่อนสัก2ปี ร่มเงา
ที่เหมาะสมคือ กล้วย ระยะแรกท าการปลกกล้วยลงไปก่อน ในระยะกลางของ
ระหว่างต้นต้องหมั่นคอยควบคุมไม่ให้กล้วยแตกกอออกมามาก ควรปลูกไว้กอละ2
ต้น จะใช้เป็นร่มเงาถาวรเมื่อลองกองมีอายุ4ปีขึ้นไป
ระยะการปลูก
ระยะการปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถวคือ 6×6 เมตร 1ไร่จะปลูกได้
ประมาณ38ต้น ระยะการปลูกอาจห่างออกไปได้7×7 เมตร ตามความเหมาะสม
การเตรียมหลุมปลูกมีขนาดกว้างxยาวxลึกประมาณ0.5-1เมตรทิ้งไว้7วัน ท าการ
เตรียมหลุมด้วยเศษหญ้าผสมดินชั้นล่างสุดที่ขุดมาด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักให้เข้า
กันดี
การให้น้ า
ลองกองเป็นผลไม้ที่เจริญเติบโตในความชื้นมาก การให้น้ าจึงมี
ความส าคัญต้องรดน้ าให้ชุ่มอยู่เสมอในช่วงแรกหากฝนไม่ตกควรให้น้ าทุกวัน
จนกระทั่งอายุ2-3ปี อาจเหลือเป็น2ครั้งต่ออาทิตย์ ลองกองที่ให้ผลแล้วมีความ
ต้องการน้ ามาก ลองกองที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ให้น้ าสม่ าเสมอจะออกดอก
ปลายเดือนมกราคม
การให้ปุ๋ย
ปุ๋ยมีบทบาทแก่การเจริญเติบโตและออกดอกติดผล การปลูกลองกอง
เป็นพืชเดี่ยวจ าเป็นในการให้ปุ๋ยมากเป็นพิเศษ ต้นละประมาณ1-2ปีบ การให้ปุ๋ย
คอกจะท าปีละ3ครั้ง ส่วนการให้ปุ๋ยเคมีจะท าปีละ2ครั้ง
การขยายพันธุ์
1. การเพาะเมล็ด
ควรเตรียมแปลงเพาะก่อน ใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยคอกในอัตราส่วน2:1:1คลุก
ให้เข้ากันและน าเมล็ดมาล้างให้สะอาดให้ส่วนของเนื้อออกให้หมด แช่น้ ายา
ป้องกันเชื้อราประมาณ25นาที ผึ่งลมให้แห้งหมาดๆน าเรียงในกระบะเพาะ ให้ห่าง
กันประมาณ1-1.5ซม. กลบด้วยทรายพอมิดรดด้วยบัวรดน้ าเมื่อต้นกล้าโตมีใบ
ประมาณ2ใบจึงย้ายไปปลูกในถุงพลาสติก แล้วจึงน าไปไว้ในเรือนเพาะช าให้แต่
ละแถวห่างกันประมาณ10-20ซม. เพื่อสะดวกในการดูแลรักษา รดน้ าให้ชุ่มทุกวัน
ควรให้ปุ๋ยทางใบหรือปุ๋ยน้ าบ้าง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต เมื่อต้นกล้าอายุประมาณ
1-1.5ปี จึงน าไปปลูกในแปลง 2. การเลือกใช้ต้นตอ
ต้นตอควรแข็งแรง เจริญเติบโตดีต้นตอที่ใช้การขยายพันธุ์ลองกอง
ควรใช้ลูกูหรือลางสาด เพราะเป็นไม้ในตระกูลเดียวกัน
การเตรียมต้นตอ
ท าเช่นเดียวกับการเพาะเมล็ดลองกอง เมื่อต้นตอมีอายุ 8-12 เดือน
ควรเพาะในถุงพลาสติกที่ผสมดินแล้ว ส่วนต้นตอที่ใช้ทาบกิ่งควรย้ายจากแปลง
เพาะเมล็ดในถุงพลาสติกที่บรรจุในขุยมะพร้าว หลังจากนั้นริดรากฝอยออกบ้าง
ตัดปลายรากแก้วออกเล็กน้อยจึงน าไปปลูกในถุงพลาสติก
การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี
ควรเลือกต้นไม้ที่ให้ผลผลิตแล้ว3-4 ปีออกดอกและผลเร็ว ผลดก
สม่ าเสมอ รสชาติดี ทนทานต่อโรคและแมลง กิ่งพันธุ์ดีควรเลือกส่วนปลายยอด
ของกิ่งที่ตายอดอยู่ในระยะฟักตัว มีข้อ 1-2ข้อ ยาวประมาณ10-15ซม. มีใบติดอยู่
1-2ใบ มีตา 3-5ตา
การออกดอก และการเก็บเกี่ยว
ลองกองจะมีการออกดอกและการติดผลบริเวณล าต้นและกิ่งขนาดใหญ่
มักจะเกิดกับจุดใกล้เคียงกันเป็นกระจุก จะเกิดเป็นช่อได้ประมาณ4-10 ช่อแต่เมื่อ
เจริญไปเป็นดอกและติดผลแล้ว จะเหลือช่อโดยเฉลี่ยลดน้อยลง การออกดอกจะ
ทยอยกันออกเป็นรุ่นๆ ลองกองใช้เวลาในการออกดอกที่ยาวนานประมาณ 1-2
เดือนจึงจะหมดทั้งต้น และการเจริญเติบโตของผลหลังจากดอกบานถึงระยะเก็บ
ผลจะใช้เวลาประมาณ100-110 วัน
การออกดอกของลองกองในแต่ละแหล่งปลูกจะไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับ
ปัจจัยหลายอย่าง การออกดอกตามฤดูปกติอยู่ในช่วงประมาณเดือนมีนาคม เก็บ
ผลแก่ได้ในเดือนกันยายน ระยะหลังจากการเก็บเกี่ยวลองกองไปแล้วตามฤดูกาล
ปกติ คือประมาณเดือนกันยายนก็จะเริ่มบ ารุงต้นให้ปุ๋ยทันที
แต่ไม่มีการให้น้ า ฝนจะไม่ตกและจะทิ้งช่วงไปถึงประมาณต้นเดือนตุลาคม พอ
ปลายเดือนตุลาคมต้นลองกองที่ได้ท าการใส่ปุ๋ยไว้ก็จะเริ่มออกดอก ในช่วงนี้ก็จะ
เริ่มให้น้ าตามปกติและฝนมักจะตกชุกขึ้น ส่วนดอกที่ออกในช่วงนี้จะไปแก่เก็บ
ผลได้ในเดือนเมษายนส่วนต้นที่บังคับให้มีการออกดอก
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็จะท าการถากหญ้าและใส่ปุ๋ยก่อนเดือนกุมภาพันธ์เพื่อให้
ต้น
มีความสมบูรณ์พร้อมจะให้ออกดอกต่อไป
การเก็บเกี่ยว
เริ่มจากการที่ ช่อดอกลองกองจะทยอยแทงออกมา เมื่อมีการออกช่อ
ดอกติดผลจึงท าให้อายุของผลไม่เท่ากันท าให้การเก็บเกี่ยวผลมีหลายรุ่น และที่
ส าคัญจ านวนดอกในแต่ละช่อบานไม่พร้อมกัน จึงท าให้ผลในแต่ละช่อสุกไม่พร้อมกันความหวานจึงไม่สม่ าเสมอ การตัดช่อลองกองแล้วจะปลิดผลสีเขียวทิ้ง คงไว้
เฉพาะผลที่เปลือกเป็นสีเหลือง จึงท าให้ผลในช่อไม่แน่นขาดความสวยงามและ
ได้ราคาต่ า
ในการเร่งการเปลี่ยนสีเปลือกผลลองกองควรใช้สาร Ethephon ที่มี
ความเข้มข้น200มิลลิกรัม/ลิตร พ่นช่อผลในระยะที่มีการเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง
ประมาณ10-20 เปอร์เซ็นต์ จะท าให้ผลทุกผลภายในเกิดการเปลี่ยนช่อเป็นสี
เหลืองพร้อมกัน100เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา14วันแต่ถ้าหากไม่พ่นด้วยสารดังกล่าว
การเปลี่ยนสีของผิวเปลือกผลจะมีเพียง25เปอร์เซ็นต์สารดังกล่าวจะไม่มีผลต่อ
การร่วงของผลแต่อย่างใด
1.ระยะการสุก แบ่งเป็น 3 ระยะ
ระยะที่1เปลือกผลมีสีเหลืองแกมเขียวเนื้อในขาวขุ่น ระยะนี้ไม่
สามารถเก็บเกี่ยวได้
ระยะที่2เปลือกผลมีสีเหลืองคล้ าเนื้อในผลบริเวณขั้วของกลีบยังลงมีสี
ขาวขุ่นตรงกลางกลีบเหมือนแก้วระยะนี้เก็บเกี่ยวได้ระยะที่3เปลือกผลสีเหลือง
คล้ าเนื้อในผลใสเหมือนแก้วทุกกลีบ เก็บเกี่ยวในระยะนี้ถ้าให้ดีบ่มไว้1คืนผลจะ
หวานหอมเพราะเป็นระยะที่สุกเต็มที่
2.วิธีเก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยวลองกอง จะใช้ไม้หรือบันไดท าการพาดขึ้นไปและใช้มีด
เล็กๆคมๆตัดที่โคนก้านช่ออย่าให้กระทบกระเทือนเพราะผลจะร่วง เมื่อตัดมาแล้ว
ควรแยกขนาดของช่อ แล้วจึงน าออกจ าหน่าย
3. การเก็บรักษาผลลองกอง
การเก็บผลไม้จ าพวกลองกองไว้ภายในห้องเย็นที่มีการควบคุม
อุณหภูมิได้ จะพบว่าผลไม้ที่มีขนาดเล็กจะมีความเป็นกรดเท่ากับผลขนาดใหญ่
เมื่อท าการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีอายุเท่าๆกันอัตราการหายใจของผลไม้ที่มีขนาด
เล็กจะมีอัตราสูงกว่าพวกที่มีขนาดใหญ่ทั้งในผลสุกและยังไม่สุก การเก็บรักษา
ให้ผลอยู่ในสภาพสมบูรณ์ท าได้โดยการเก็บที่อุณหภูมิ15องศาเซลเซียส
โรค และศัตรูพืช
ศัตรูพืชที่มีบทบาทส าคัญและท าความเสียหายให้กับลองกอง
ได้แก่
หนอนเจาะล าต้น
มันจะท าการเจาะเข้าไปในกิ่งหรือล าต้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและกัดกิน
ตอนกลางคืนมักจะออกมาจากรูมาแทะกินเปลือก กิ่ง ล าต้น ส่วนตอนกลางวัน
มักจะหลบซ่อนอยู่ในรูในกิ่งที่ถูกท าลายมากๆอาจท าให้แห้งและตายไปในที่สุด
จะป้องกันโดยการใช้ยาชนิดระเหย ผสมฉีดเข้าไปในรูที่หนอนอาศัยอยู่แล้วอุด
ด้วยดินเหนียว หนอนชอนใบ
การท าลายของตัวหนอนจะไชชอนกัดกินอยู่ใต้ใบ จะท าลายเฉพาะ
หน้าใบเท่านั้น ระยะต่อมาบริเวณใบที่ถูกกัดกินก็จะเริ่มแห้งและร่วงหล่นไปในที่สุด
การป้องกัน หากพบมีรอยท าลายของหนอน ก็เก็บใบไปท าลายเสียก่อน และใช้
สารเคมีฉีดพ่นในช่วงแตกใบอ่อน
หนอนไชเปลือก
การท าลายของหนอนไชเปลือก ก็จะเข้ากัดกินอยู่ใต้ผิวเปลือก ท าให้
เปลือกมีลักษณะเป็นปุ่มๆและเมื่อกินนานเข้าจะท าให้กิ่งแห้งตายท าความเสียหาย
เป็นอย่างมาก การป้องกันและก าจัด ฉีดด้วยสารเคมี
โรครากเน่า
เกิดจากเชื้อรา จะเกิดบริเวณโคนต้นและโคนรากในต้นที่เป็นโรคจะ
พบว่าใบร่วงใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองโคนเน่ารอบโคน แล้วต้นก็จะตาย การป้องกัน
ควรใช้สารเคมีป้องกันการก าจัดเชื้อราในกลุ่มของคอปเปอร์ออกซิคลอไรด์
การตลาด
การตลาด ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม-ตุลาคมของทุกปีจะเป็นช่วงที่
ผลผลิตลองกองออกสู่ตลาดตามฤดูกาล การผลิตและการตลาดของเกษตรกรนั้น
ยังขาดความรู้ เกี่ยวกับการปลูก การขยายพันธุ์ การดูแลรักษาซึ่งมีผลกระทบต่อ
ระยะเวลาการให้ผลผลิต นอกจากนี้เกษตรกรไม่มีตลาดรองรับผลผลิตในจังหวัด
เพียงพอ ท าให้ต้องจ าหน่ายผลผลิตก่อนระยะเวลาที่เหมาะสมก่อนท าการเก็บ
เกี่ยวผลผลิตทุกครั้ง
1.โครงสร้างการตลาดและสภาพทั่วไปของตลาดลองกอง ลองกองเป็น
ผลไม้เพาะฤดูกาล ผลผลิตแต่ละปีมีมากน้อยตามสภาพของอากาศ แต่ก็ยังไม่
เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคผลผลิตจากแหล่งต่างๆจะถูกส่งมายังตลาด
ตันหยงมัสแห่งนี้ ผลผลิตที่รวบรวมจากแหล่งนี้ส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยัง
ปากคลองตลาด เพื่อจ าหน่ายให้ผู้บริโภคต่อไป
2.วิถีการตลาดลองกอง ตลาดลองกองของจังหวัดนราธิวาส จากแหล่ง
ผลิตหรือสวนลองกองของเกษตรกรจะผ่านผู้ประกอบการระดับต่างๆจนถึงมือ
ผู้บริโภค ซึ่งพ่อค้าในระดับต่างๆคือ พ่อค้าปลีก พ่อค้าท้องถิ่น ตัวแทน/นายหน้า
พ่อค้าขายส่งตลาดตันหยงมัส และพ่อค้าต่างจังหวัด
3.รูปแบบการซื้อขาย จ าแนกได้3ลักษณะ คือ
1.การเหมาสวนหรือเหมาต้นก่อนการเก็บเกี่ยว1-1 1/2เดือน
2.การเหมาสวนหรือเหมาต้นก่อนการเก็บเกี่ยว10-15 วัน
3.การซื้อขายเป็นน้ าหนัก
4.การจัดชั้นคุณภาพผลผลิตลองกอง ใช้ความสามารถเฉพาะตั

Advertisements

ต้นออมเงินออมทอง

ต้นออมเงิน-ออมทอง-ไม้มงคล

 

อสามัญ

ชื่อวิทยาศาสตร์

ตระกูล

Albo – virens

Syngonium podophyllum

ARACEAE

ลักษณะทั่วไป

ออมเงินออมทองเป็นพรรณไม้เลื้อยมีลำต้นเป็นเถาซึ่งมีรากยึดเกาะกับวัสดุอื่นๆเช่นไม้หลักไม้ยืนต้นลำต้นมีข้อและแตกรากออก
มาจากข้อลำต้นมีสีเขียวผิวลำต้นเรียบใบเป็นใบเดี่ยวออกตามข้อมีก้านใบยาวประมาณ10-15เซนติเมตรใบกลมมนโคนใบเว้าลึก
ทำให้เกิดหูใบทั้งสองข้าง ปลายใบเรียวแหลมกลางใบสังเกตุเห็นได้ชัด ผิวใบตรงกลางเป็นสีขาวหรือเหลืองแล้วมีสีเขียวล้อมรอบ ลักษณะใบคล้ายกับเงินไหลมา แต่จะต่างกันที่ใบ คือ ใบจะไม่เป็นแฉกลึกเหมือนกับเงินไหลมา

การเป็นมงคล
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นออมเงิน ออมทอง ไว้ประจำบ้านทำให้มีเงิน มีทองมาก เพราะต้นออมเงิน ออมทอง เป็นไม้มงคลนาม นอกจากนี้การออมเงิน ออมทอง ก็คือการเก็บหอมรอมริบ หรือการสะสมเงินทองไว้ให้มากนั่นเอง
ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นออมเงิน ออมทอง ไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบให้ปลูกในวันอังคาร
การปลูก
การปลูกแบ่งเป็น 2 วิธี
1.การปลูกในกระถางเพื่อใช้ประดับภายในและภายนอกอาคารใช้กระถางทรงสูงขนาด814นิ้วใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก:ขุยมะพร้าว:ดิน
ร่วนอัตรา1:1:1ผสมดินปลูกและควรใช้ไม้หลักที่หุ้มด้วยกาบมะพร้าวปักไว้ตรงกลางกระถางด้วยเพื่อให้ลำต้นยึดเกาะหรือเลื้อยการ
เปลี่ยนกระถางควรเปลี่ยน1-2ปี/ครั้งหรือแล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่มเพราะการขยายตัวของรากแน่นเกินไปและเพื่อการ
เปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป

2. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน การปลูกแบบนี้ควรทำร้านหรือซุ้ม เพื่อให้ลำต้นเลื้อยขึ้นไป ขนาดหลุมปลูก   20 x 20 x 20 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูกถ้าจะไม่ให้เลื้อยควรตัดแต่งเถาหรือยอดให้สั้น   นิยมปลูกเป็นกลุ่มเพื่อตกแต่งสวน

การดูแลรักษา
แสง                           ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

น้ำ                             ต้องการปริมาณน้ำมาก ควรให้น้ำ 3 – 5 วัน/ครั้ง

ดิน                             ดินร่วนซุย ความชื้นสูง

ปุ๋ย                             ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 300-500 กรัม/ต้น ใส่เดือนละ 1-2 ครั้ง

การขยายพันธ์            ปักชำ

โรคและศัตรู            ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะเป็นไม้ที่มีคว

 

Image

ต้นมังคุด

biodiversity-127695-1

คุดเป็นไม้ยืนต้น สูง 10-12 เมตร ทุกส่วนมียางสีเหลือง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 6-11 ซม. ยาว 15-25 ซม. เนื้อใบหนาและค่อนข้างเหนียวคล้ายหนัง หลังใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบสีอ่อนกว่า ดอกเดี่ยวหรือเป็นคู่ ออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สมบูรณ์เพศหรือแยกเพศ กลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลืองติดอยู่จนเป็นผล กลีบดอกสีแดง ฉ่ำน้ำ ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม เปลือกนอกค่อนข้างแข็ง แก่เต็มที่มีสีม่วงแดง ยางสีเหลือง มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 เซนติเมตร เนื้อในมีสีขาวฉ่ำน้ำ อาจมีเมล็ดอยู่ในเนื้อผลได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของผล จำนวนกลีบของเนื้อจะเท่ากับจำนวนกลีบดอกที่อยู่ด้านล่างของเปลือก เส้นผ่านศูนย์กลาง 3-5 เซนติเมตร[2] เมล็ดไม่สามารถใช้รับประทานได้

ส่วนของเนื้อผลที่กินได้ของมังคุดเป็นชั้นเอนโคาร์บ ซึ่งพัฒนามาจากเปลือกหุ้มเมล็ดเรียกว่า aril มีสีขาว มีกลิ่นหอม[3] สารระเหยได้ส่วนใหญ่คือ hexyl acetate, hexenolและ α-copaene ส่วนล่างสุดของผลที่เป็นแถบสีเข้มที่ติดอยู่เรียงเป็นวงพัฒนามาจากปลายยอดเกสรตัวเมีย (stigma)มีจำนวนเท่ากับจำนวนเมล็ดภายในผล[4] เมล็ดมังคุดเพาะยากและต้องได้รับความชื้นจนกว่าจะงอก เมล็ดมังคุดเกิดจากชั้นนิวเซลลาร์ ไม่ได้มาจากการปฏิสนธิ เมล็ดจะงอกได้ทันทีเมื่อออกจากผลแต่จะตายทันทีที่แห้ง [5]

มังคุดมีพันธุ์พื้นเมืองเพียงพันธุ์เดียว แต่ถ้าปลูกต่างบริเวณกันอาจมีความผันแปรไปได้บ้าง ในประเทศไทยจะพบความแตกต่างได้ระหว่างมังคุดในแถบภาคกลางหรือมังคุดเมืองนนท์ ที่ผลเล็ก ขั้วยาว เปลือกบาง กับมังคุดปักษ์ใต้ที่ผลใหญ่กว่า ขั้วผลสั้น เปลือกหนา[1] ปัจจุบันมีการเพาะปลูกและขายบนเกาะบางเกาะในหมู่เกาะฮาวาย ต้นมังคุดต้องปลูกในสภาพอากาศอบอุ่น หากอุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 4 °C จะทำให้ต้นมังคุดตายได้

การใช้ประโยชน์[แก้]

มังคุด
บรรจุกระป๋อง
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 305 kJ (73 kcal)
18 g
น้ำตาล ? g
ใยอาหาร 1.8 g
0.6 g
0.4 g
องค์ประกอบอื่น
น้ำ 81 g
ประมาณร้อยละคร่าว ๆ โดยใช้การแนะนำของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่
แหล่งที่มา: USDA Nutrient Database

มังคุดเป็นผลไม้จากเอเชียที่ได้รับความนิยมมาก มังคุดได้รับขนานนามว่าเป็น “ราชินีของผลไม้” อาจเป็นเพราะด้วยลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบเลี้ยงติด อยู่ที่หัวขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินีส่วนเนื้อในก็มีสีขาวสะอาด มีรสชาติที่แสนหวาน อร่อยอย่างยากที่จะหาผลไม้อื่นมาเทียบได้[6][7] มีการนำมังคุดมาประกอบอาหารบ้างทั้งอาหารคาว เช่น แกง ยำ และอาหารหวาน เช่น มังคุดลอยแก้ว แยมมังคุด มังคุดกวน มังคุดแช่อิ่ม ในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีการทำมังคุดคัด ด้วยการแกะเนื้อมังคุดห่ามออกมาเสียบไม้รับประทาน[1] ในขณะที่ส่วนใหญ่จะนิยมรับประทางมังคุดสุกเป็นผลไม้ ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอย และยังมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอีกด้วย [8]

เปลือกของมังคุดมีสารให้รสฝาด คือแทนนิน แซนโทน (โดยเฉพาะแมงโกสติน) แทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว แมงโกสตินช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้ดี ในทางยาสมุนไพร ใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำหรือย่างไฟ ฝนกับน้ำปูนใส แก้ท้องเสีย เปลือกแห้งฝนกับน้ำปูนใส ใช้รักษาอาการน้ำกัดเท้าแผลเปื่อย เปลือกมังคุด มีสารป้องกันเชื้อราเหมาะแก่การหมักปุ๋ย ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ มาเลเซียใช้เปลือกผลแห้งรักษาแผลเปิด[9]

อ้างอิง[แก้]

  1. กระโดดขึ้นไป:1.0 1.1 1.2 นิดดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงส์วิวัฒน์. มังคุด ใน ผลไม้ 111 ชนิด: คุณค่าอาหารและการกิน. กทม. แสงแดด. 2550 หน้า 127-129
  2. กระโดดขึ้น มังคุด ข้อมูลพรรณไม้ สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุ กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  3. กระโดดขึ้น MacLeod AJ, Pieris NM. Volatile flavour components of mangosteen, Garcinia mangostana. Phytochemistry 21:117–9, 1982
  4. กระโดดขึ้น Mangosteen photographs showing external characteristics (mangosteen.com)
  5. กระโดดขึ้น Mangosteen seed information
  6. กระโดดขึ้น “สมุนไพรน่ารู้” วันดี กฤษณพันธ์ สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2541
  7. กระโดดขึ้น “สุขภาพดีด้วยสมุนไพรใกล้ตัว” โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง สำนักพิมพ์ ประพันธ์สาส์น กรกฎาคม 2541
  8. กระโดดขึ้น สรรพคุณและประโยชน์ของมังคุด 45 ข้อ !! กรีนเนอรัลด์
  9. กระโดดขึ้น Samuel, A.J.S.J., Kalusalingam, A., Chellappan, D.K., Gopinath, R., Radhamani, S., Husain, H. A., Muruganandham, V., Promwichit, P. 2010. Ethnomedical survey of plants used by the orang asli in kampong bawong, Perak, West Malaysia. Joutnal of Ethnobiology and Ethnomedicine. 6:5

Image

ต้นไม้


การตอนกิ่ง (LAYERING)การตอนเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้กิ่งหรือต้นพืชเกิดรากขณะติดอยู่กับต้นแม่ เมื่อตัดไปปลูกจะได้ต้นพืชใหม่ที่มีลักษณะทางสายพันธุ์เหมือนต้นแม่ทุกประการ แต่มีข้อเสียคือ ระบบรากของพืชไม่ค่อยแข็งแรง เนื่องจากไม่มีระบบรากแก้ววัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการตอนกิ่ง๑. มีดบางหรือมีดที่ใช้สำหรับขยายพันธุ์พืช๒. ตุ้มตอน (ตุ้มตอน หมายถึง ขุยมะพร้าวอัดถุงพลาสติกขนาด ๔ x ๖ นิ้ว)๓. เชือกหรือลวด๔. กรรไกรตัดแต่งกิ่ง

วิธีการตอน ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

๑. การเลือกกิ่งที่จะทำการตอนการเลือกกิ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกจึงจำเป็นต้องเลือกกิ่งจากต้นพันธุ์ดี ต้องเป็นกิ่งเพสลาด (กิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่) ที่มีความสมบูรณ์ปราศจากการทำลายของโรคและแมลง ถ้าเป็นกิ่งกระโดงได้ยิ่งดี หรือกิ่งจากส่วนอื่นที่สมบูรณ์แบบ กรณีที่ต้นพันธุ์ดีมีอายุมาก กิ่งไม่สวย จำเป็นต้องตัดกิ่งเพื่อให้กิ่งชุดใหม่แตกออกมาเสียก่อน แล้วจึงทำการตอนบนดิ่งชุดใหม่นั้น

๒. การทำแผลบนกิ่งตอน มีวิธีการทำได้ ๓ แบบ คือ๒.๑ แบบการควั่นกิ่ง เป็นการทำแผลที่นิยมและใช้กันมานานแล้ว สามารถใช้ได้กับพืชหลายชนิด เช่น มะนาว ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง ลิ้นจี่ ส้มโอ และไม้ดอกไม้ประดับ ฯลฯ วิธีนี้เหมาะสำหรับพืชที่ลอกเปลือกไม้ออกได้ง่าย โดยการใช้มีดควั่นกิ่งโดยรอบเป็นวงแหวน ๒ วง ความห่างของวงแหวนประมาณความยาวของเส้นรอบวงของกิ่งที่ทำการตอน จากนั้นกรีดรอยแผลจากด้านบนถึงด้านล่าง แล้วลอกเอาเปลือกไม้ออก ใช้สันมีขูดส่วนที่เป็นเมือกลื่นที่ติดบนเนื้อไม้บริเวณรอยควั่นออกให้หมด โดยขูดจากด้านบนลงมาด้านล่างเบา ๆ เพราะด้านบนเป็นส่วนที่ให้กำเนิดราก ถ้าหากซ้ำการออกรากอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร

๒.๒ แบบการปาดกิ่ง เป็นวิธีการตอนอีกแบบหนึ่ง เหมาะสำหรับพืชที่ออกรากง่าย และพืชบางชนิดที่ลอกเปลือก นอกของกิ่งออกยาว โดยการเฉือนใต้ท้องกิ่งบริเวณที่จะทำการตอนเข้าเนื้อไม้เอียงเป็นรูปปากฉลาม เข้าไปในเนื้อไม้ประมาณ ๑/๓ ของเส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่ง ความยาวแผลประมาณ ๑-๒ นิ้ว จากนั้นหาเศษไม้หรือลวดตะกั่วหรือลวดฟิวไฟฟ้าสอดแล้วมัดเพื่อไม่ให้รอยแผลที่เปิดไว้ติดกัน ซึ่งพืชที่ใช้วิธีนี้ ได้แก่ สาเก ชวนชม

๒.๓ แบบการกรีดกิ่ง โดยใช้ใบมีดกรีดเป็นรอยแผลตามความยาวของกิ่ง ยาวประมาณ ๑-๑.๕ นิ้ว จนลึกถึงเนื้อไม้จำนวน ๓-๕ รอยรอบกิ่ง เหมาะสำหรับพืชที่ออกรากง่ายและกิ่งที่จะทำการตอนยังอ่อนอยู่ เช่น หมากผู้หมากเมีย โกศล ยี่โถ

๓. การหุ้มกิ่งตอนเป็นการชักนำให้รอยแผลที่ควั่นไว้ออกรากโดยใช้ตุ้มตอนซึ่งได้จากการนำขุยมะพร้าวที่ดีเอาเส้นใยออกแล้วไปแช่น้ำบีบให้หมาด ๆ และอัดลงในถุงพลาสติกขนาดเล็ก ผูกปากถุงให้แน่น ผ่าตุ้มตอนตามยาวแล้วหุ้มไปบนรอยแผล มัดด้วยเชือกบริเวณหัวท้ายเหนือและใต้รอยแผลที่ควั่นหรือเฉือนเอาไว้ ต้องมัดให้แน่นโดยไม่ให้ตุ้มตอนหมุนได้ เพราะถ้ามักไม่แน่นอาจทำให้การออกรากไม่ดีเท่าที่ควร

๔. การปฏิบัติดูแลรักษากิ่งตอนหลังจากทำการตอนกิ่งไปแล้วควรหมั่นดูแลตุ้มตอนให้มีความชื้นอยู่เสมอ โดยสังเกตดูความชื้นของตุ้มตอน ถ้ายังมีฝ้าไอน้ำจับอยู่ที่ผิวของพลาสติกภายในตุ้มตอนแสดงว่าความชื้นยังมีอยู่ แต่ถ้าหากไม่มีฝ้าไอน้ำจับ จำเป็นต้องให้น้ำตุ้มตอนเพิ่มเติมจนกว่ากิ่งตอนจะออกราก หรือถ้าหากพบแมลงทำลายควรฉีดพ่นด้วยสารเคมี

๕. การตัดกิ่งตอนเมื่อตอนกิ่งไปได้ประมาณ ๓๐-๔๕ วัน กิ่งตอนก็จะเริ่มออกรากและแทงผ่านวัสดุที่หุ้มภายในออกมาจนมองเห็นด้วยตาเปล่า ระยะนี้ยังตัดกิ่งตอนไม่ได้ต้องรอจนรากที่งอกออกมาเป็นสีเหลืองแก่หรือสีน้ำตาล จำนวนรากมีมากพอและปลายรากมีสีขาว จึงตัดกิ่งตอนไปชำได้

๖. การชำกิ่งตอนกิ่งตอนที่ตัดมาแล้วให้ตัดแต่งใบและกิ่งออกทิ้งบ้างเพื่อลดการคายน้ำของใบให้มีปริมาณน้อยลง ถ้าหากมีกิ่งแขนงและใบมากเกินไป เมื่อนำไปชำอาจจะทำให้ต้นพืชเหี่ยวเฉาและตายได้ จากนั้นให้ตัดเชือกและแกะถุงพลาสติกออก นำไปชำลงในถุงพลาสติกหรือกระถางดินเผาที่บรรจุดินผสมแล้ว พร้อมปักหลักยึดไว้ให้แน่น นำเข้าพักไว้ในโรงเรียนที่ร่มและชื้น กรณีพืชที่เหี่ยวเฉาง่ายควรก็บไว้ในโรงเรือนควบคุมความชื้นหรือกระบะพ่นหมอก พักไว้ในโรงเรือนประมาณ ๒๐-๓๐ วัน ก็สามารถนำไปปลูกได้